Skip to content

Wasina Samnakorn

Grow Your Business Online

อย่ายิงโฆษณา Facebook Ads

อย่ายิงโฆษณา Facebook Ads ถ้ายังไม่มีการวางแผนการตลาดออนไลน์ (Digital Marketing Plan)

คุณเป็นคนที่ยิงโฆษณา facebook ads เองหรือเปล่า? แล้วคุณเป็นคนนึงหรือเปล่าที่เมื่อเวลาคุณคิดจะยิงโฆษณา facebook ads แล้วคุณจะ login เข้าไปใน Ads Manager แล้วทำไปทีละสเตปจนถึงขั้นตอนสุดท้าย กด Publish…boom! เป็นอันเสร็จสมบูรณ์ โดยที่คุณไม่มีการวางแผนโฆษณาใดๆมาก่อนเลย ไม่มีแม้แต่โครงสร้างคร่าวๆใดๆ ประมาณว่า คิดจะทำก็ทำเลย รู้แค่ว่าชั้นอยากยิงโฆษณา Facebook ชั้นมีงบอยู่เท่านี้ ชั้นทำเลยแล้วกัน ค่อยมานั่งเลือก Target Audience เอาอีกที 

ถ้าใช่! นั่นแปลว่าคุณทำโฆษณาโดยไม่มีการวางแผน ไม่มีการวางกลยุทธ์ใดๆ ใช้ใจทำล้วนๆ 55 ซึ่งนั่น ถือว่าผิดมหันต์ เพราะโฆษณาคือส่วนหนึ่งของการตลาด ดังนั้นคุณต้องมีการวางแผนการตลาดเสียก่อน Digital Marketing ก็เช่นเดียวกัน คุณจะต้องวาง Digital Marketing Plan ก่อนที่จะยิงแอด เพื่อจะได้ไม่เสียเงินไปกับโฆษณาที่ไม่มีประสิทธิภาพ ไม่ตรงกลุ่มเป้าหมาย ยิงไปเท่าไหร่งบก็หมด แต่ไม่ได้ยอดขายกลับมาตามที่คาดหวังซะที

มาดูกันว่า Digital Marketing Plan ที่สำคัญที่คุณต้องวางแผนก่อนที่จะลงมือทำโฆษณาออนไลน์ Facebook Ads นั้นมีอะไรบ้าง

This image has an empty alt attribute; its file name is digital-marketing-strategy.jpeg
Digital + Marketing + Strategy

1. Goal | กำหนดเป้าหมายในการยิงโฆษณา Facebook

สิ่งแรกที่คุณต้องทำในการวางแผนการตลาด คือการกำหนดเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ทางการตลาด (Marketing Objective)

ดังนั้นในการทำแคมเปญโฆษณาก็เช่นกัน คุณก็ต้องกำหนดเป้าหมายของการทำโฆษณาก่อนว่าคุณต้องการให้เกิดผลลัพธ์อะไร ซึ่งจะใช้หลักการเดียวกับ Marketing Funnel เป็นกลยุทธ์ที่จะช่วยให้คุณบรรลุเป้าหมายทางธุรกิจได้เป็นอย่างดี

marketing_funnel
Marketing Funnel

การวางเป้าหมายของโฆษณา คุณควรวางแผนแบบเป็นขั้นตอนตาม หลักการของ Marketing Funnel คือการวางแผนการตลาดอย่างเป็นขั้นตอน เพื่อดึงดูดลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย เก็บ Lead และสร้างแรงจูงใจให้เกิดการยอดขาย ซึ่งได้แก่

  • ต้องการให้แบรนด์ของคุณเป็นที่รู้จัก สร้างการรับรู้ให้กับคนที่ยังไม่รู้จักสินค้า/บริการของคุณมาก่อน ซึ่งจะเป็นคนที่อยูบนสุดใน Top-of-Funnel โดยใน stage นี้คุณต้องวางเป้าหมายโฆษณาเป็นการสร้าง Brand Awareness นั่นเอง
  • โน้มน้าวให้คนที่เพิ่งรู้จักกลายมาเป็นผู้ติดตาม จะลงมาสู่ระดับ Middle-of-Funnel เช่น ต้องการให้คนสนใจและแชร์โพสต์ในเพจของธุรกิจคุณบนฟีด facebook เป็นการวางเป้าหมายเพื่อสร้าง Engagement
  • ดึงดูดคนที่เป็นผู้ติดตามให้กลายมาเป็นลูกค้าของแบรนด์คุณ ซึ่งจะเป็นลูกค้าในระดับ Bottom-of-Funnel เช่น ต้องการให้คนที่สนใจติดตาม ตัดสินใจซื้อสินค้า/บริการของคุณ นั่นก็คือการวางเป้าหมายเพื่อสร้าง Conversion

คุณสามารถวางเป้าหมายโฆษณาได้หลากหลาย ตาม funnel ความสนใจของลูกค้าเป้าหมายในทุก stage จะช่วยให้คุณไม่พลาดในการต้อนลูกค้าเป้าหมายของคุณให้ลงมาสู่ด้านล่างของ funnel ในที่สุด

2. Target Audience | กำหนดกลุ่มเป้าหมาย

Target Market

คุณต้องวิเคระห์กลุ่มเป้าหมายหลักของธุรกิจคุณก่อน ว่าใครคือคนที่สนใจสินค้า/บริการของคุณ และอยากซื้อสินค้า/บริการของคุณ ได้แก่ เพศ อายุ อาชีพ จังหวัด งานอดิเรก ความสนใจต่างๆ โดยต้องกำหนดให้ละเอียด เพื่อนำมาสร้างกลุ่มเป้าหมายในโฆษณา ว่าจะยิงโฆษณานี้ไปหาใครบน Facebook ให้แม่นยำมากที่สุด ซึ่งอาจจะเป็น Core Audience, Custom Audience หรือ Lookalike Audience ขึ้นอยู่กับเป้าหมายในการทำโฆษณาที่คุณวางไว้ในข้อแรกด้วย

Facebook audience

เช่น ถ้าคุณต้องการสร้างแบรนด์ธุรกิจให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น คุณก็ควรวางกลุ่มเป้าหมายแบบกว้างเป็น Core Audience ซึ่งกำหนดจาก demographic เป็นหลักนั่นเอง แต่ถ้าคุณต้องการให้เกิดการจอง กลุ่มเป้าหมายของคุณต้องรู้จักแบรนด์คุณมาแล้วอย่างดี เป็น hot audience คุณก็เซ็ตกลุ่มเป้าหมายโดยใช้ custom audience โดยกำหนดให้โฆษณาเข้าถึงคนที่เคยเข้าเว็บไซต์ของคุณมาแล้ว รู้จักแบรนด์คุณมาระดับนึงแล้ว ซึ่งจะมีโอกาสตัดสินใจซื้อสินค้า/บริการของคุณได้มากกว่าเป้าหมายในกลุ่มอื่น

3. Budget | กำหนดงบประมาณ

คุณต้องกำหนดงบประมาณอย่างเหมาะสม หลายคนอยากที่จะโปรโมทธุรกิจของตัวเอง อยากให้มียอด ขายกลับมาเยอะๆ ซึ่งแน่นอนว่าคุณก็จะต้องทำการตลาดเยอะๆ แต่คุณกลับประหยัดงบค่าโฆษณาเสียเหลือเกิน เพราะอ้างว่ามีงบจำกัด อยากใช้งบน้อยๆก่อน ไม่อยากลงทุนเยอะ ซึ่งถือว่าผิดมหันต์อีกเช่นกัน การโฆษณาเทียบได้กับการลงทุน เมื่อคุณลงทุนน้อยผลตอบแทนก็ได้กลับมาก็น้อย เมื่อคุณลงทุนมากก็ย่อมได้ผลตอบแทนที่มากตามมาเช่นกัน (ยกเว้นคุณทำโฆษณาแบบผิดๆ 55 หรือไม่ตรงกลุ่มเป้าหมาย ทำให้เสียเงินไปโดยเปล่าประโยชน์)

การกำหนดงบประมาณใน Facebook ads หากคุณเริ่มยิงแอดแคมเปญใหม่ แนะนำให้คุณลองตั้งงบประมาณแบบ daily budget ในช่วง 10 วันแรก แล้วมอนิเตอร์ดูทุกวันเพื่อปรับแต่งโฆษณาให้เหมาะสม หลังจาก 10 วันที่โฆษณาเริ่มเข้าที่แล้ว ให้คุณเปลี่ยนมาใช้งบประมาณแบบ lifetime budget เช่น 7 วัน 10 วัน แล้วปล่อยให้ machine learning ของ facebook เรียนรู้แคมเปญแล้วทำงานแทนคุณ

4. Ads | กำหนดรูปแบบโฆษณา

รูปแบบของโฆษณาที่ใช้ ต้องมีการเตรียม artwork รูปภาพ หรือวีดีโอ แล้วแต่ Objective ของการยิงโฆษณา คุณต้องใช้โฆษณาในรูปแบบที่เหมาะสมและความครีเอทีฟ เพื่อให้ได้ผลตอบรับที่ดีกลับมา

Facebook image ads
ตัวอย่าง Facebook Image Ads

เช่น ถ้าคุณต้องการสร้าง Brand Awareness ให้กับโรงแรม คุณควรทำโฆษณารูปแบบวีดีโอ เพราะ 60% ของคอนเทนต์ที่คนเลือกดูคือวีดีโอ เป็นการสร้างการจดจำที่ดี

ตัวอย่าง Facebook Video Ads

และที่สำคัญในการทำ Ads คุณต้องมีความ creative ที่จะนำเสนอโฆษณาของคุณได้อย่างไม่น่าเบื่อ ไม่งั้นคนก็จะสไลด์ผ่านโฆษณาคุณไปโดยไม่มีการหยุดดู ทำให้โฆษณาของคุณมีแต่ยอด Impression มียอด Reach ต่ำ และ Interactive ต่ำ ซึ่งก็จะส่งผลให้ต้นทุนค่าโฆษณาต่อคลิกของคุณสูงอีกเช่นกัน เพราะ facebook จะมองว่าโฆษณาของคุณไม่มีประสิทธิภาพ คนไม่หยุดดู เท่ากับโฆษณาไม่น่าสนใจนั่นเอง

Dynamic Ads Demo - directyourbookings
ตัวอย่าง Facebook Carousel Ads

5. Call-To-Action | กระตุ้นความสนใจ

คุณต้องมี Call-To-Action ที่ชัดเจนและดึงดูดให้คนคลิกโฆษณาของคุณ คุณต้องสื่อสารให้คนอ่านแล้วอยากจะคลิกทันที เช่น ธุรกิจโรงแรมวางวัตถุประสงค์ของการโฆษณาเป็น Conversion ซึ่งก็คือคุณต้องการให้คนที่เห็นโฆษณาของคุณคลิก “จองห้องพัก” หรือ “Book Now”

นอกจากแค่คำโฆษณาแล้ว คุณต้องมีอะไรล่อใจให้คนตัดสินใจที่จะจองทันทีหลังจากที่ดูโฆษณาของคุณ พูดง่ายๆว่า คุณต้องมีข้อเสนอดีๆสุดว้าวที่ทำให้เค้ามือลั่นได้นั่นเอง 55 เช่น ถ้ากดจอง “Book Now” ตอนนี้ รับส่วนลดทันที 20% เฉพาะ booking ที่จองภายในวันนี้เท่านั้น เป็นต้น

ตัวอย่าง Facebook ads ที่มี Call-to-action ‘Book Now’

6. Analyze | วัดผลและวิเคราะห์โฆษณา

สิ่งสุดท้ายที่คุณต้องวางแผนคือการวัดผล ไม่ไช่รันแคมเปญไปแล้วก็ปล่อยให้มันรันไป ว่างเมื่อไหร่ก็ค่อยมาเช็คดู หลังจากที่คุณรันโฆษณาไปแล้วในช่วงแรกคุณควรที่จะเข้ามาดูทุกวัน เพื่อดูการเปลี่ยนแปลงของโฆษณาในแต่ละวัน เมื่อรันไปแล้ว 7 วัน ให้คุณกลับเข้ามาเช็ค performance โฆษณาของคุณ เพื่อวิเคราะห์ดูผลลัพธ์ที่ได้ และวางแผนที่จะปรับแต่งโฆษณาให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เมื่อโฆษณามีประสิทธิภาพก็จะส่งผลให้ต้นทุนค่าโฆษณาต่อคลิกลดลงอีกด้วย

Facebook insight

สรุป

โฆษณาเป็นส่วนหนึ่งของช่วยส่งเสริมให้เกิดการขาย  แต่โฆษณาไม่ใช่สิ่งเดียวที่มีผลกับยอดขาย ปัจจัยหลักสำคัญที่จะทำให้แบรนด์ของคุณขายได้ นั่นคือสินค้าของคุณเอง ถ้าสินค้า/บริการของคุณสามารถตอบโจทย์และแก้ปัญหาให้ลูกค้าได้ มีคุณภาพที่ดี ขายในราคาที่เหมาะสม และมีโปรโมชั่นที่น่าสนใจ (ที่กล่าวมาทั้งหมดคือ Marketing Mix หรือ 4P’s หลักการตลาดพื้นฐานนั่นเอง) เปรียบเทียบง่ายๆว่าถ้าคุณมีสินค้าที่ดีมีคุณภาพแล้ว เมื่อทำโฆษณาอย่างมีประสิทธิภาพ (ซึ่งแน่นอนว่าต้องได้มีการวางแผนมาแล้วอย่างดี) ย่อมส่งผลให้เกิดยอดขายตามเป้าหมายที่คุณตั้งไว้อย่างแน่นอน

วางแผนโฆษณาก่อนที่คุณจะลงมือทำแคมเปญนะคะ แล้วคุณเห็นผลลัพท์จากการทำงานอย่างเป็นระบบ และใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่า รับรองว่าคุณจะมียอดขายที่เพิ่มขึ้นตามเป้าหมายอย่างแน่นอนค่ะ

Share on:

Table of Contents

การตลาดออนไลน์สำหรับธุรกิจ SME และร้านค้า